ย้อนรอย "ราชินีผู้เพียบพร้อม" สวยล่มเมือง-เรียนสูง สิ้นด้วยโรคอันดับ 1 ของสตรี ไม่ใช่มะเร็ง!
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/1979/9898198/newnewnewnewnewnewnew-thumbna.jpgย้อนรอย "ราชินีผู้เพียบพร้อม" สวยล่มเมือง-เรียนสูง สิ้นด้วยโรคอันดับ 1 ของสตรี ไม่ใช่มะเร็ง!

ย้อนรอย "ราชินีผู้เพียบพร้อม" สวยล่มเมือง-เรียนสูง สิ้นด้วยโรคอันดับ 1 ของสตรี ไม่ใช่มะเร็ง!

แชร์เรื่องนี้

อุทาหรณ์ช็อกประวัติศาสตร์! "พระราชินีเลอโฉม" สิ้นพระชนม์ด้วยโรคภัยเงียบอันดับ 1 ของผู้หญิง

บนโลกใบนี้มีสตรีบางท่านที่ได้รับการจดจำจากคนรุ่นหลังทั้งในด้านความงามอันเป็นเลิศและสติปัญญาที่เฉียบแหลม ซึ่งหนึ่งในบุคคลประวัติศาสตร์ที่เพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติทั้งสองประการคือ "สมเด็จพระราชินีนามเฟือง" (Empress Nam Phương) พระราชินีองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์เหวียนของประเทศเวียดนาม ผู้ทรงมีพระสิริโฉมงดงามเป็นที่เลื่องลือและมีพระปรีชาสามารถด้านการศึกษาอย่างน่าประทับใจ ทว่าเบื้องหลังชีวิตอันสง่างามนั้น พระองค์กลับต้องเผชิญกับโรคร้ายที่กัดเซาะร่างกายอย่างเงียบเชียบมานานหลายปี

ในวัยเพียง 49 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ผู้หญิงยุคปัจจุบันกำลังบริหารจัดการชีวิตครอบครัวและการทำงานอย่างมุ่งมั่น สมเด็จพระราชินีนามเฟืองกลับต้องสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันจากอาการพระหทัยวายเฉียบพลัน แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะผ่านพ้นไปนานกว่า 60 ปี แต่เรื่องราวนี้ยังคงเป็นอุทาหรณ์ทางการแพทย์ที่สำคัญยิ่งในปัจจุบัน เนื่องจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า กลุ่มโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของผู้หญิงทั่วโลก ทว่าผู้หญิงส่วนใหญ่กลับยังมีความเข้าใจผิดว่าโรคนี้เป็นเรื่องไกลตัวหรือเกิดขึ้นเฉพาะในเพศชายเท่านั้น

นิยามแห่งความงามและสติปัญญาแห่งอินโดจีน

สมเด็จพระราชินีนามเฟือง มีนามเดิมว่า เหวียน หิว ถิ ลาน (Nguyễn Hữu Thị Lan) ประสูติเมื่อปี พ.ศ. 2457 ในครอบครัวคหบดีผู้มั่งคั่งในแคว้นโคชินไชน่า (เวียดนามใต้) พระองค์ทรงเป็นที่ยอมรับในวงสังคมตั้งแต่วัยเยาว์ด้วยพระสิริโฉมที่โดดเด่น ด้วยส่วนสูงประมาณ 175 เซนติเมตร วงพระพักตร์เรียวคม นัยน์ตาหงส์ และมีท่วงท่าที่สง่างามตามแบบฉบับกุลสตรีชั้นสูง

นอกจากความงามภายนอก พระองค์ยังทรงได้รับการศึกษาอย่างเป็นระบบจากสถาบันชั้นนำในประเทศฝรั่งเศส ทรงมีความเชี่ยวชาญในภาษาต่างประเทศและมีความรอบรู้ในด้านวัฒนธรรม ศิลปะ รวมถึงธรรมเนียมปฏิบัติของชาติตะวันตกเป็นอย่างดี แม้จะไม่เคยเข้าร่วมการประกวดความงามในยุคสมัยใหม่ แต่สื่อมวลชนในอดีตมักขนานนามพระองค์ด้วยตำแหน่งอันทรงเกียรติ เช่น "มิสอินโดจีน" และ "ราชินีแห่งราชินีตะวันออก" โดยหลังจากเข้าพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระจักรพรรดิบ๋าวได่ในปี พ.ศ. 2477 พระองค์ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชินีมเหสีเอกทันที ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์พิเศษครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์เหวียน

โรคประจำตัวที่แฝงตัวอยู่อย่างเงียบเชียบนานนับปี

หลังจากเกิดความผันผวนทางการเมืองในประเทศ สมเด็จพระราชินีนามเฟืองทรงย้ายไปพำนักอย่างสงบและเรียบง่าย ณ ชนบทของประเทศฝรั่งเศส โดยละทิ้งวิถีชีวิตอันหรูหราในอดีตอย่างสิ้นเชิง ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่า พระองค์ทรงมีอาการประชวรด้วยโรคหัวใจมาเป็นเวลาหลายปี แม้พระพลานามัยจะทรุดโทรมลงตามลำดับ แต่พระองค์ทรงเลือกที่จะเผชิญกับความเจ็บป่วยอย่างสงบและไม่ได้เปิดเผยเรื่องราวแก่บุคคลภายนอกมากนัก

จนกระทั่งในคืนวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2506 สมเด็จพระราชินีนามเฟืองทรงมีอาการแน่นพระอุระและหายใจติดขัดอย่างรุนแรงเนื่องจากสภาวะโรคหัวใจกำเริบขั้นวิกฤต และสิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมาด้วยวัย 49 ปี การจากไปก่อนวัยอันควรสร้างความโศกเศร้าให้แก่ผู้คนจำนวนมาก แต่ในมุมมองของวิทยาศาสตร์การแพทย์ในปัจจุบัน เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าโรคหัวใจในผู้หญิงมักไม่แสดงอาการเตือนที่รุนแรงชัดเจนจนกระทั่งเข้าสู่ภาวะวิกฤต

เช็กข้อเท็จจริง: โรคหัวใจคือ "ฆาตกรอันดับ 1" ของสตรีทั่วโลก

เมื่อตั้งคำถามว่าโรคร้ายชนิดใดที่คร่าชีวิตสตรีมากที่สุด ผู้คนส่วนใหญ่มักนึกถึงโรคมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งปากมดลูก แต่ข้อมูลทางสถิติจากองค์การอนามัยโลกกลับยืนยันว่า กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดคือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของผู้หญิงทั่วโลก โดยในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้สูงถึง 20.5 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของสถิติการเสียชีวิตทั้งหมด และที่น่ากังวลคือ อาการโรคหัวใจในเพศหญิงมักถูกตรวจพบล่าช้าเนื่องจากอาการแสดงไม่เป็นไปตามตำราแพทย์ทั่วไป ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียช่วงเวลาทอง (Golden Period) ในการรักษาไปอย่างน่าเสียดาย

สัญญาณเตือนโรคหัวใจในผู้หญิงที่มักถูกมองข้าม

ในเพศชาย อาการโรคหัวใจมักแสดงออกด้วยการเจ็บแน่นหน้าอกอย่างรุนแรงเหมือนมีสิ่งของขนาดหนักมาทับ แต่สำหรับเพศหญิง อาการกลับมีความซับซ้อนและคลุมเครือจนทำให้เกิดความสับสนกับโรคอื่นได้ง่าย เช่น:

  • มีอาการเหนื่อยหอบหรือหายใจไม่ทันขณะขึ้นบันไดหรือทำงานบ้านเบา ๆ
  • รู้สึกอ่อนเพลียเรื้อรังอย่างต่อเนื่องแม้จะพักผ่อนอย่างเต็มที่แล้ว
  • มีอาการปวดร้าวบริเวณลำคอ บ่า หลัง หรือกราม
  • มีอาการใจสั่น ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติโดยไม่มีสาเหตุ
  • มีอาการคลื่นไส้ แน่นท้อง หรืออาหารไม่ย่อย ซึ่งมักทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะอาหาร
  • มีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเหงื่อกาฬไหลออกมาตามร่างกาย

ผู้หญิงจำนวนมากมักประเมินอาการเหล่านี้ต่ำเกินไป โดยคิดว่าเป็นเพียงผลกระทบจากการนอนหลับไม่เพียงพอ ความเครียด หรือภาวะหมดประจำเดือน ส่งผลให้ไม่ได้เข้าพบแพทย์เพื่อตรวจหัวใจอย่างละเอียด

ปัจจัยเสี่ยงเมื่อก้าวเข้าสู่วัย 40+

ทางการแพทย์ระบุว่าผู้หญิงที่ก้าวเข้าสู่วัย 40 ปีขึ้นไป หรือวัยหลังหมดประจำเดือน จะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากระดับ ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันระบบหลอดเลือดตามธรรมชาติมีปริมาณลดลง ยิ่งหากมีปัจจัยร่วม เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง น้ำหนักเกินเกณฑ์ การขาดการออกกำลังกาย หรือมีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ความเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่า

แนวทางการป้องกันและดูแลหัวใจให้แข็งแรง

ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจเน้นย้ำว่า กว่า 80% ของโรคหัวใจและหลอดลมอุดตันสามารถป้องกันได้ล่วงหน้าด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้:

  • เข้ารับการตรวจสุขภาพเพื่อเช็กความดันโลหิต ระดับน้ำตาล และไขมันในเลือดเป็นประจำทุกปี
  • ออกกำลังกายในระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เน้นผักและผลไม้สด ลดอาหารรสเค็มจัดและไขมันอิ่มตัว
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและบริหารจัดการความเครียดอย่างถูกวิธี

 

แหล่งข้อมูลและเอกสารอ้างอิง

  1. World Health Organization (WHO): Cardiovascular Diseases (CVDs) Fact Sheets and Global Mortality Statistics
  2. Global Health Data and Clinical Analysis on Gender-Specific Symptoms of Myocardial Infarction in Women

อัลบั้มภาพ 3 ภาพ

อัลบั้มภาพ 3 ภาพ ของ ย้อนรอย "ราชินีผู้เพียบพร้อม" สวยล่มเมือง-เรียนสูง สิ้นด้วยโรคอันดับ 1 ของสตรี ไม่ใช่มะเร็ง!

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :SOHA